ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
โลโก้เทศบาลเมืองสุเทพ

เทศบาลเมืองสุเทพ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของเทศบาลเมืองสุเทพ

โลโก้เทศบาลเมืองสุเทพ

เทศบาลเมืองสุเทพ

ตำบลสุเทพน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้ประชาชนสุขภาพดี มีรายได้ ภายใต้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

E-Service

งานบริการประชาชน เทศบาลเมืองสุเทพ

?>

ข่าวกิจกรรมการดำเนินงานของเทศบาล

ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง

ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ จำนวน 2 รายการ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 06 มี.ค. 69
ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนสายทาง ชม.ถ 84-0018 สายบ้านใหม่หลังมอ 10 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 20 ก.พ. 69
ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนสายทาง ชม.ถ 84-0052 บ้านร่ำเปิง 2 หมู่ที่ 5 ตำบลสุเทพ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 19 ก.พ. 69
ประกาศเทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ประกวดราคาซื้อรถยนต์ตรวจการณ์ จำนวน ๑ คัน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 12 ธ.ค. 68
ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงลำห้วยโป่งน้อย หมู่ที่ 6 โดยก่อสร้างคลองระบายน้ำคอนกรีตดาด หนา 0.20 เมตร รูปตัวยู ขนาดปากรางกว้าง 2.60 เมตร ลึก 1.50 เมตร ฯ 23 ก.ย. 68
ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงลำเหมืองสาธารณประโยชน์บ้านโป่งน้อย หมู่ที่ ๖ โดยก่อสร้างคลองระบายน้ำ ค.ส.ล. ขนาดปากรางกว้าง ๐.๓๐ เมตร ลึก ๐.๖๐ เมตร ฯ 12 ก.ย. 68
ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาโครงการปรับปรุงถนนสายทาง ชม.ถ 84-0052 บ้านร่ำเปิง 2 หมู่ที่ 5 ตำบลสุเทพ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ 16 มี.ค. 69
ประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือก และสาระสาคัญของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ ประจำไตรมาสที่ 1 เดือน ตุลาคม 2568 ถึงเดือน ธันวาคม 2568 23 ม.ค. 69
ประกาศเทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อครุภัณฑ์การเกษตร จำนวน ๒ รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 22 ธ.ค. 68
ประกาศเทศบาลเมืองสุเทพ เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาโครงการปรับปรุงลำเหมืองสาธารณประโยชน์บ้านโป่งน้อย หมู่ที่ ๖ โดยก่อสร้างคลองระบายน้ำ ค.ส.ล. ขนาดปากรางกว้าง ๐.๓๐ เมตร ลึก ๐.๖๐ เมตร ฯ 20 ต.ค. 68
ประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือก และสาระสาคัญของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ ประจำไตรมาสที่ 4 เดือน กรกฎาคม 2568 ถึงเดือน กันยายน 2568 15 ต.ค. 68
ประกาศเทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อรถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด ๑ ตัน จำนวน ๑ คัน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 29 ส.ค. 68
รับฟังร่างวิจารณ์ ร่างเอกสารประกวดราคาซื้อฯ (e-bidding) และร่างขอบเขตงาน(TOR) ประกวดราคาซื้อซื้อรถยนต์ดับเพลิงกู้ภัยเคลื่อนที่เร็ว ขับเคลื่อน 4 ล้อ ปริมาตรกระบอกสูบไม่น้อยกว่า 2,700 ซีซี กำลังแรงม้าสู 30 มี.ค. 69
รับฟังร่างวิจารณ์ ร่างเอกสารประกวดราคาซื้อฯ (e-bidding) และร่างขอบเขตงาน(TOR) ประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ จำนวน 2 รายการ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 20 ก.พ. 69
ร่างวิจารณ์ ร่างเอกสารประกวดราคาซื้อฯ (e-bidding) และร่างขอบเขตงาน(TOR) ซื้อรถยนต์ตรวจการณ์ จำนวน ๑ คัน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 03 ธ.ค. 68
รับฟังร่างวิจารณ์ ร่างเอกสารประกวดราคาซื้อฯ (e-bidding) และร่างขอบเขตงาน(TOR) ประกวดราคาจ้างโครงการจ้างเหมาเอกชนดำเนินการเก็บขนขยะ ฯ ครั้งที่ 2 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 27 พ.ย. 68
รับฟังร่างวิจารณ์ ร่างเอกสารประกวดราคาจ้างฯ (e-bidding) และร่างขอบเขตงาน(TOR) ประกวดราคาจ้างโครงการจ้างเหมาเอกชนดำเนินการเก็บ ขน ขยะในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองสุเทพ ประจำปี พ.ศ.2569 15 ต.ค. 68
รับฟังร่างวิจารณ์ ร่างเอกสารประกวดราคาซื้อฯ (e-bidding) และร่างขอบเขตงาน(TOR) ประกวดราคาซื้อรถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด ๑ ตัน จำนวน ๑ คัน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) งบ (2568) 25 ก.ค. 68
ประกาศเทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ยกเลิกประกาศ ประกวดราคาซื้อเครื่องให้การรักษาด้วยคลื่นกระแทกแบบ Focused ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลตำบลสุเทพ เทศบาลตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 01 ส.ค. 67
ประกาศเทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ยกเลิกประกาศ ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต รหัสทางหลวงท้องถิ่น ชม.ถ. ๘๔-๐๐๗๒ สายบ้านโป่งน้อย ๖ หมู่ที่ ๖ บ้านโป่งน้อย ตำบลสุเทพ ฯ 18 ก.ค. 67
ประกาศ เทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ยกเลิกประกาศเชิญชวน ประกวดราคาซื้อรถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด ๑ ตัน จำนวน ๑ คัน โดยวิธีคัดเลือก 05 ก.ค. 67
ประกาศเทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ยกเลิกประกาศ ประกวดราคาซื้อเครื่องให้การรักษาด้วยคลื่นกระแทกแบบ Focused ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลตำบลสุเทพ เทศบาลตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 27 มิ.ย. 67
ประกาศ เทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ยกเลิกประกาศเชิญชวน ประกวดราคาซื้อรถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด ๑ ตัน จำนวน ๑ คัน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 17 เม.ย. 67
ประกาศ เทศบาลตำบลสุเทพ เรื่อง ยกเลิกประกาศเชิญชวน ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลสุเทพ (หลังใหม่) ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) 01 เม.ย. 67

ข้อมูลท่องเที่ยว

เทศบาลเมืองสุเทพ

วัดศรีโสดา

วัดศรีโสดา วัดศรีโสดา ก่อสร้างขึ้นโดย ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาหรือครูบาศีลธรรม ได้รับการจารึกเป็นประวัติศาสตร์คู่นครเชียงใหม่ เพราะเป็นจุดลงจอบแรกการขุดถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น ได้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางบุญ สำหรับสัญจรไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านป่าเขาที่สูงชันทุรกันดารหุบเหวลึก ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร ใช้เวลาสร้าง ๕ เดือน ๒๒ วัน สำเร็จด้วยพลังศรัทธาประชาชน นับเป็ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสิริมงคลสักครั้งหนึ่งในชีวิต ความสำคัญและผูกพันกบการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พ.ศ. ๒๔๗๗ เริ่มจากหลวงศรีประกาศนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น คิดจะนำไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งบนดอยสุเทพแต่ไม่มีงบประมาณ จึงได้ขอพึ่งบุญบารมีครูบาศรีวิชัย ท่านเห็นด้วยแต่ขออธิษฐานดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ท่านอธิษฐานถึง ๒ ครั้ง ปรากฏว่าเป็นไปได้ยากแต่การสร้างถนนขึ้นไปจะเสร็จกว่า จึงตกลงสร้างถนน ณ จุดเริ่มต้นบริเวณเชิงดอยสุเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดศรีโสดาในปัจจุบัน ระหว่างการสร้างถนน ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยได้สร้างวัดขึ้นควบคู่กันไป ๔ วัด โดยตั้งชื่อให้มีความหมายเกี่ยวโยงถึงขั้นคุณภาพที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงบรรลุได้คือมรรค ผล นิพพาน เทียบพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ๔ ชั้น วัดแรกที่สร้างคือ วัดโสดาบัน  ต่อมาไปอีก ๔ กิโลเมตร สร้าง วัดสกิทาคามี ถัดไปอีกเรียกว่า วัดอนาคามี ลำดับสุดท้ายบนยอดดอยสร้างอีกวัดหนึ่งเรียกว่า  วัดอรหันต์ วัดโสดาบัน ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดศรีโสดา" ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเปลี่ยนในสมัยใดน่าจะอยู่ในช่วงพ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๐๙ สมัยครูบาเสาร์ นารโท เป็นเจ้าอาวาส สาเหตุที่เติมคำว่า "ศรี" สันนิษฐานว่ามาจากชื่อ ครูบาศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณีย์ ยกย่องเชิดชู รำลึกคุณูปการที่ท่านสร้างวัดศรีโสดาขึ้นมา

ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย

ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย เป็นตำหนักเทพหอศิลป์จิตรกรรมไทยซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2541 ผู้ก่อตั้งคือนายเข้ม มฤคพิทักษ์ มีความเป็นมาคือ ภูมิหลังผู้ก่อตั้งเกิดบนเรือนไม้โบราณริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จึงผูกพันกับไม้มาตั้งแต่เด็กโตขึ้นได้สะสมไม้เอาไว้มากมาย ปี 2541 ได้สร้างบ้านไม้เพื่อเป็นบ้านอยู่อาศัย ปูไม้พื้นเต็มหลังแล้วยังเหลือไม้อีกมากจึงเลือกไม้แผ่นใหญ่ๆประกอบเป็นบานประตูไม้แผ่นเดียวใช้สลักเดือยโบราณทำได้ 100 บาน ความลุ่มหลงในความงดงามของเนื้อไม้ที่มีทั้งไม้สักทอง ไม้ตะเคียนทอง ไม้ประดู่แดงและไม้มะค่า ทำให้ทนไม่ได้ที่จะปล่อยเนื้อไม้บานประตูให้เปลือยเปล่าจึงตระเวนไปตามวัดต่างๆในภาคกลางเพื่อเสาะหาภาพเทพทวารบาลที่เป็นงานจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายต่อรัตนโกสินทร์ตอนต้นราว 250-350 ปีมาแล้ว จากนั้นได้จ้างศิลปินจำลองภาพเทพทวารบาลที่คัดสรรแล้วไว้บนบานประตูบ้าน  คำว่า "ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย" มีที่มาจากการที่บานประตูมีเทพเทวารบาล จำนวน 100 บาน จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว อาคารแห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปะไทยชั้นเยี่ยมมีพระพิฆเนศวรปางยืนสามเศียร หรือที่รู้จักกันว่าเป็น พระพิฆเนศองค์สูงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำจากไม้ตะเคียนทองใหญ่ทีสุดความสูง 6 เมตร กว้าง 2.5 เมตร น้ำหนัก 5 ตัน มีบ้านประตูร้อยบาน ประดับภาพเทพทวารบาลตามแบบโบราณมีกระจกยักษ์แกะสลักลายครุฑยุดนาค เป็นงานศิลปะที่ทำด้วยมือทุกชิ้นใช้ช่างฝีมือหลายสกุลช่าง คำประกาศเจตนารมณ์ อาคารหลังนี้สร้างพ.ศ.2541 ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้มีคุณลักษณะ 3 ประการ 1.เป็นหอศิลป์จิตรกรรมไทย 2.เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญา 3.เป็นตำหนักประทับแห่งทวยเทพ บานประตูที่เป็นเทพทวารบาลมีทั้งหมดหนึ่งร้อยบาน จึงเป็นที่มาแห่งนามว่า "ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย" งานศิลปะทุกชิ้นล้วนเป็นงานทำมือ ใช้ช่างฝีมือหลายสกุลช่างกว่า 50 คน ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ข้าพเจ้าหวังที่จะให้ผลงานทั้งหมดนี้เป็นมรดกศิลป์แผ่นดินสยาม ไปตราบนานเท่านานขออวยพรให้ทุกท่านที่เดินทางมาสักการะทวพเทพ และเสพศิลป์ จงพบแต่ความสุข สมหวัง มั่งคั่งร่ำรวย พร้อมกับขอใหมีสมองอันแจ่มใส อยู่บนร่างกายที่แข็งแรงประกาศ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2554 (เข้ม มฤคพิทักษ์  ผู้ก่อตั้ง) ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย เปิดให้เข้าสักการะและเข้าเยี่ยมชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. สถานที่ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 79/7 ซอย 2 ถนนสุเทพ (อยู่สุดถนน หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดฝายหิน

วัดฝายหิน สถานที่ตั้งและเนื้อที่ของวัด วัดฝายหิน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่บ้านเชิงดอย เลขที่ ๖๗ หมู่ที่ ๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ ๕๐๒๐๐ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวาเศษ ตำแหน่งที่ดิน ๑๓ ระวาง ๓ฏ เลขที่ดิน ๕๔ หน้าสำรวจ ๕๕๓๒ ตำบลสุเทพ ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๔๘๙๙ เล่มที่ ๕๔๙ หน้า ๙๙ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ออก ณ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๙ พื้นที่พุทธสถานติดกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านทิศตะวันออก นามเดิม อารามสำนักสงฆ์สาขา ของ รตวนมหาวิหาร ประวัติวัดฝายหิน วัดฝายหินเป็นวัดโบราณ เคยเป็นที่สถิตของพระอภัยสารทะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่รูปแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ และปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย มีพื้นที่ มีพื้นที่ติดต่อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับวัดฝายหินเข้าอยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นมาและได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาวัดฝายหินมาโดยตลอด นอกจากนี้ วัดฝายหิน ยังเป็นศาสนาสถาน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ใช้ในการประกอบพิธีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ของคณาจารย์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และพุทธศาสนิกชนทั่วไป เช่นการจัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬบูชาและวันเข้าพรรษาเป็นต้น วัดฝายหิน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๖ ได้รับพระราชทานวิสุง-คามสีมา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร และได้ทำการประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ การสร้างวัด วัดฝายหิน นับแต่โบราณมา (ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๑) มีฐานะเป็นเพียงอารามสำนักสงฆ์สาขา ของ รตวนมหาวิหาร (วัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่) ซึ่งเป็นฝ่ายอรัญญวาสี อยู่ทางทิศใต้ของอารามฝายหินไปประมาณ ๑ กิโลเมตร รตวนมหาวิหาร ในครั้งนั้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาบาลีและพระไตรปิฎก ของคณะสงฆ์ลัทธิสิงหลใหม่ คือ ฝ่ายป่าแดง ดังปรากฏในตำนานมูลศาสนาว่า ในครั้งนั้นมีพระมหาญาณคัมภีร์ ชาวนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นประธานสงฆ์ การศึกษา รตวนมหาวิหารในยุคนั้น มีพระภิกษุชาวต่างประเทศเข้ามาศึกษาอบรมมากมาย เช่นพระภิกษุจาก ศรีลังกา เชียงรุ้ง เชียงตุง หงสาวดี ล้านช้าง เวียดนาม กัมพูชา และภิกษุจากหัวเมืองต่างๆ เช่น เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง สถานะของวัด วัดฝายหิน วัดช่างเคี่ยน วัดโป่งน้อย วัดตโปตาราม (ร่ำเปิง) วัดเจ็ดยอด วัดป่ากล้วย วัดโพธิสุทธิ์ วัดหมู่บุ่น เป็นบริวารของวัดป่าแดงหลวง และเป็นฝ่ายอรัญญวาสีด้วยกัน ประวัติความเป็นมา ประเทศล้านนา มีนครพิงค์เชียงใหม่เป็นราชธานี มาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๔๐ โดยมี พญามังรายหลวงเจ้า เป็นปฐมกษัตริย์ สืบราชสมบัติกันต่อๆ มาหลายรัชกาล จนถึง พ.ศ. ๒๑๐๑ ก็ตกเป็นอาณานิคมของประเทศพม่า ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๗ พระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน พร้อมทั้ง พญาจ่าบ้านบุญมา (พญามังรายวิเชียรปราการ กำแพงเพชร) ได้นำกองทัพไทยบดขยี้กองโจรพม่ารามัญ ไทยใหญ่ จนถึงขั้นประจัญบาน ดาบต่อดาบ หมัดต่อหมัด รบแบบสายฟ้าแลบห้าวหาญ พม่ารามัญเอาชีวิตมาสังเวยครั้งนั้นไม่ทราบจำนวน ที่เหลือก็หนีออกไปจนหมดสิ้นอารามฝายหิน เป็นอรัญญวาสี สาขาของ รตวนมหาวิหาร คือวัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่ ตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๑ เป็นต้นมา นับเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ อารามฝายหิน เป็นที่รู้จักทั่วไป สมัยรัชกาลที่ ๔ โดยมีครูบาหลวงมารวิชัย เป็นเจ้าอาราม และในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในนาม "ครูบาฝายหิน รู้คำนกคำหนู" ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์" เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ พระเจ้ากาวิละ พร้อมไพร่ฟ้าข้าบริวาร อพยพจากเวียงป่าซาง มาสถิตย์อยู่ในเวียงร้าง คือเวียงเชียงใหม่ พระองค์ได้ปรับปรุงซ่อมแซมสิ่งปรักหักพังให้มีสภาพปกติ เช่น ย้ายพระเจ้าแข้งคม จากวัดร้างในป่าตาลนอกกำแพงด้านแจ่งกู่เฮือง มาประดิษฐานในวิหารวัดศรีเกิด เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ เป็นต้น สมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏว่า มีพระภิกษุนามว่า ครูบาหลวงมารวิชัย เป็นพระเถระทรงความรู้แตกฉานภาษาบาลี ท่านเป็นเจ้าอารามฝายหิน ผลงานของท่านเท่าที่ได้สำรวจมาแล้ว มีหลายเรื่องใหญ่ ซึ่งท่านเป็นผู้จารลงในใบลาน เช่น มหาวิบากหลวง หนาถึง ๑๒ ผูก ฯลฯ และชิ้นสำคัญคือ ตำราเรียนภาษาบาลี เรียก "สัททพินทุ" คัมภีร์นี้ ท่านเจ้าคุณ พระสุวิมลธรรมาจารย์ คณะสลัก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษธ์กรุงเทพฯ ได้ยืมไปแปลเป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ตั้งแต่สมัยครูบาหลวงมารวิชัยเป็นเจ้าอาราม วัดฝายหินจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง จนกระทั่งได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ต้องมีการอพยพผู้คนออกไปจากพื้นที่ จึงทำให้วัดฝายหินจึงอยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โบราณสถานและโบราณวัตถุพร้อมประวัติ โบราณวัตถุที่มีความสำคัญของวัดฝายหินได้แก่ รูปปั้นของครูบามารวิชัย ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาแก่ผู้ที่มาวัด  ทุกวันที่ 21 เมษายนของทุกปี  จะมีการจัดให้สรงน้ำรูปปั้น ด้วยความเชื่อว่าเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต  และในวันสงกรานต์ก็จะนำรูปปั้นของครูบามารวิชัยเข้าขบวนสรงน้ำพระ เพื่อให้ประชานชนได้สรงน้ำพระ  ซึ่งจัดโดยประชาชนบริเวณวัดฝายหิน นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปไม้สักซึ่งหล่อด้วยทองคำอยู่คู่วัดมานานแล้วแม้แต่ท่านเจ้าอาวาสเองก็ยังไม่ทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร ส่วนโบราณสถานอีแห่งหนึ่งที่อยู่ในวัดที่เป็นที่สักการบูชามาก คือ เจดีย์บรรจุอัฐิพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์(ครูบาฝายหิน) ปฐมสังฆราชของล้านนาไทย เป็นพระมหาเถระผู้ทรงความรู้ในภาษาบาลี  เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกและการปฏิบัติทั้งในฝ่ายสมถกัมมัฎฐาน เป็นเจ้าอาวาสวัดฝายหินองค์ที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ลำดับเจ้าอาวาสวัดฝายหิน ๑. ครูบามารวิชัย (อดีต - พ.ศ. ๒๓๙๘) ๒. พระอภัยสารทะ (๒๓๙๙- ๒๔๕๗) ๓. พระปลัดคำซาว อินทนนฺโท (๒๔๕๘- ๒๔๙๓) ๔. พระอธิการศรีมูล ญาณวโร (๒๔๙๔- ๒๕๐๙) ๕. ครูบาแดง (๒๕๑๐- ๒๕๑๙) ๖. พระศรีธรรมบัณฑิต (๒๕๒๐- ๒๕๓๐) ๗. พระอธิการสิงห์แก้ว (๒๕๓๐- ๒๕๓๒) ๘. พระมหาทองรัตน์ รตนวณฺโณ (๒๕๓๒- ๒๕๓๕) ๙. พระครูใบฏีกาสุรัตน์ ฐานิสฺสโร (๒๕๓๕- ๒๕๓๘) ๑๐. พระมหา ดร. ไสว เทวปุญฺโญ ปธ.4, PhD. (PHILOSOPHY) (๒๕๓๙- ปัจจุบัน) จำนวนภิกษุ-สามเณร ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ภิกษุจำนวน ๓๑ รูป สามเณรจำนวน ๒๐ รูป กิจกรรมของวัดที่มีต่อชุมชน -    ได้ฝึกพระภิกษุ สามเณร ให้เป็นนักเทศน์ นักปาฐกถาธรรม นักสวด และออกจาริกปฏิบัติธรรม -    ได้จัดให้มีกิจกรรม โดยอาราธนาพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงธรรม -    จัดให้มีการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน อบรมค่ายธรรมจักรลีลาและการแข่งขันตอบปัญหา -    จัดงานตักบาตรเทโวร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกปี ในวันหลังจากออกพรรษา คือแรม ๑ ค่ำทุกปี -    จัดหนังสือธรรม ไว้ในห้องสมุดประจำอุทยานการศึกษาวัดฝายหิน เพื่อให้ภิกษุสามเณรได้ค้นคว้า -    มีการวนเวียนทุกวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นงานประจำปีมีผู้มาร่วมประชุมพิธีทำบุญฟังเทศน์ประมาณ ๒๐๐ คน -    จัดตั้งกลุ่มโครงการตั้งกลุ่มพุทธมากะ  กลุ่มหนุ่มสาว พร้อมทั้งแนะนำการดำรงตนให้ถูกต้องตามสมบัติของอุบาสก-อุบาสิกา -    ให้ที่พักอาศัยแก่พระภิกษุสามเณรที่มาศึกษาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ -    ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปรับปรุงธรรมสถานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอบรมและสอนวิธีการปฏิบัติกรรมฐานของสำนักต่างๆและได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ ซึ่งได้ทำการเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ -    ร่วมกับคณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่  สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ระบบ เอฟ. เอ็ม. ความถี่ ๙๖ เมกเฮิรตซ์ กำลังส่ง ๓๐ วัตต์ -    สนับสนุนกลุ่มแม่บ้านในการรวมตัวกันทำอาชีพเสริมโดยสนับสนุนพื้นที่ในการทำการ -    ให้การสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาโดยอนุเคราะห์ให้ยืมอุปกรณ์ต่างๆแก่นักศึกษา ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อวัดฝายหิน วัดฝายหินเป็นวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับมหาวิทยาลัยและเป็นวัดที่ใกล้มหาวิทยาลัยที่สุดมีทางที่สามารถไปวัดฝายหินได้ทั้งจากในมหาวิทยาลัยและทางด้านนอกของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทกับมหาวิทยาลัยในหลายด้าน  โดยเฉพาะงานใหญ่อย่างการตักบาตรเทโว จากการที่ข้าพเจ้าได้ไป ณ วัดฝายหินนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับความสงบ  และร่มเย็นตั้งแต่ได้ก้าวเข้าไปในวัด  จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด  ทำให้ได้รับความสุขใจกลับมา ปกติแล้วข้าพเจ้าไม่ค่อยได้มาวัดสักเท่าไหร่แม้ว่าจะอยู่ใกล้ก็ตาม แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ไป ยังวัดฝายหินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปวัดฝายหินเป็นจำนวนนับครั้งได้ ๓ ครั้งรวมครั้งนี้ด้วย บรรยากาศก็ยังคงเดิมด้วยความสงบและร่มรื่นเช่นเดิม   ที่วัดมีสัตว์หลายอย่างที่อยู่ด้วยกัน เช่น สุนัข  แมว ไก่ นก ซึ่งอยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นมิตรกันทำให้นึกถึงเขตอภัยทาน และน่าเป็นตัวอย่างกับมนุษย์ที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันแต่กับยังต่อสู่ ฆ่า ฟันกันอยู่  อีกทั้งที่บริเวณวัดก็มีโบราณสถานพระพุทธรูปที่ควรแก่การสักการะด้วย และพระภิกษุสามเณรก็ให้ข้อมูลด้วยความเมตตา วัดเป็นที่เพิ่งทางใจยามใดที่ได้ทำบุญแล้วรู้สึกเป็นสุข  ถ้ามีโอกาสข้าพเจ้าก็จะไปทำบุญที่วัดมากขึ้น

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ประเภท   พระอารมหลวง ชั้นโท ชนิด ราชวรวิหาร นิกาย      เถรวาท มหานิกาย ที่ตั้ง        ถ. ศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติความเป็นมา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๖ ในสมัยของพระญากือนามหาราช และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. ๒๐๑๐ โดยมีตำนานที่เล่าเกี่ยวกับวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ว่า ในสมัยพระญากือนา กษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๘๙๘ - ๑๙๒๘) ผู้ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์บนดอยสุเทพ โดยทรงนิมนต์พระมหาสุมนเถระเจ้า จากเมืองสุโขทัย ให้มาประกาศศาสนาที่เมืองเชียงใหม่  ในครั้งนั้น พระมหาสุมนเถระเจ้า ได้นำเอาพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย พระญากือนาเกิดความเลื่อมใสมาก จึงโปรดให้มีพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ เพื่อจะได้อัญเชิญไปบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์ของวัดบุปผาราม ในขณะที่กระทำพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุอยู่นั้นเอง พระบรมธาตุได้แยกออกเป็นสองส่วน พระญากือนากับพระมหาสวามีสุมนะ จึงได้พร้อมใจกัน ทำพิธีบรรจุพระบรมธาตุองค์ใหม่ไว้ที่วัดสวนดอก ส่วนพระบรมธาตุองค์เดิม นำไปประดิษฐานไว้ที่ดอยสุเทพ โดยเริ่มจากการอัญเชิญผอบพระบรมสารีริกธาตุ ขึ้นสถิตเหนือเศวตคชาธารช้างมงคลแล้วอธิษฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป หากพระบรมธาตุประสงค์จะสถิตอยู่ ณ ที่ใด ก็ขอให้ช้างมงคลหยุด ณ ที่แห่งนั้น ในระหว่างทางที่ช้างมงคลเดินทางไป ก็ได้หยุดเดินถึงสามครั้ง ทำให้เกิดชื่อของดอยช้างนูนและดอยงาม ครั้งที่สาม ซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญ เนื่องจากช้างมงคลได้ไต่เขาไปจนถึงยอดดอยวาสุเทพบรรพต แล้วร้องเสียงดังจนก้องสะท้านไปทั่วภูเขา เมื่อเดินประทักษิณ ๓ รอบแล้วจึงคุกเข่าหมอบลง และทันทีที่อาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังแล้ว ช้างมงคลนั้นล้มลงตายในทันที ซึ่งหมายความว่า จะไม่ยอมเป็นพาหนะของผู้ใดอีก การสร้างเจดีย์ประดิษฐานพระบรมธาตุ เริ่มจากการขุดยอดดอยลึก ๓ ศอก แล้วเอาแท่งหินใหญ่ ๗ ก้อน มากรุเป็นผนังเหมือนหีบใบใหญ่ เมื่อนำพระบรมธาตุลงวางแล้ว ใช้หินถมทับให้แน่นหนาจนถึงปาก จึงก่อสถูปสูง ๕ วา ครอบปากหลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง พระเจดีย์องค์นี้ สร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๘ โดยมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ ๓ วา สูง ๗ วา รูปทรงเป็นแบบรามัญต่อมาในสมัยพระเมืองแก้ว (ระหว่าง พ. ศ. ๒๐๓๘ - ๒๐๖๘) มีการเสริมองค์พระเจดีย์ใหม่โดยขยายฐานออกไปด้านละ ๖ วา สูง ๑๒ วา นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระเจ้าทรายคำ (ประมาณปี พ. ศ. ๒๑๘๑) พระองค์ได้พระราชทานทองหนัก ๑, ๗๐๐ บาท ให้ตีแผ่นเป็นทองจังโก ปิดพระบรมธาตุ ในปี พ.ศ. ๒๐๘๘ มีการก่อสร้างวิหารและในปี พ.ศ. ๒๑๐๐ พระมหามงคลโพธิ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างบันไดนาค ซึ่งสูง ๓๐๐ ขั้น ทอดยาวขึ้นไปสู่วัดนอกจากนี้ในสมัยของพระเจ้ากาวิละ มีการสร้างวิหารขึ้น ๒ หลัง ทางทิศตะวันตกและตะวันออกของพระบรมธาตุ ตลอดจนทำการบูรณปฏิสังขรณ์ องค์พระบรมธาตุ ด้วยการสร้างฉัตรโลหะปักไว้ที่มุม และสร้างรั้วเหล็ก ล้อมรอบองค์พระธาตุ จากนั้นก็ได้มีการสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ สำเร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘ รวมระยะทางทั้งสิ้น ๑๑ กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง ๕ เดือน กับอีก ๒๒ วัน โดยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านทั่วภาคเหนือ และมีท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับเจ้าแก้วนวรัฐซึ่งเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ปูชนียวัตถุที่สำคัญมากของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งได้แก่ พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเจดีย์แบบสุโขทัยที่เข้ามาสู่อาณาจักรล้านนาในสมัยนั้น ลักษณะโดยละเอียดขององค์เจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ คือ องค์เจดีย์มีเนื้อที่ฐานด้านละ ๖ วา รวม ๔ ด้าน เป็นเนื้อที่ ๓๖ ตารางวาทุก ๆ ปี จะมีงานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๖ และวันเพ็ญ เดือน ๗ หรือวันวิสาขบูชา นอกจากปูชนียวัตถุสถานที่ได้กล่าวถึงข้างต้น วัดพระธาตุดอยสุเทพยังมีโบราณสถานในเขตระเบียงคดโดยรอบ ซึ่งได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน วัดพระธาตุดอยสุเทพ นอกจากจะมีความสำคัญ ต่อจิตใจของประชาชนชาวเชียงใหม่ในฐานะที่เป็น ศาสนสถาน อันควรเคารพแล้ว ยังมีความสำคัญทางด้านการศึกษาอีกด้วย คือมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี วัดนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ จากเหล่าเจ้านายผู้ครองเมืองมาโดยตลอด จึงทำให้ทางวัด ได้รับพระราชทานให้ยกขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖

วัดสังเวช

วัดสังเวช วัดสังเวช  เป็นวัดโบราณ อายุกว่า ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกองบิน ๔๑ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๐๓๕ โดยพระเจ้ายอดเชียงราย (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๒๐๓๐-๒๐๓๘) ทรงมีพระบัญชาให้พระนางอตปาเทวี อัครมเหสี เป็นประธานฝ่ายอาณาจักร และพระมหาสมีญาณโพธิ วัดป่าแดง  พระมหาเถรสุรศรี วัดเจ็ดยอด เป็นประธานฝ่ายศาสนจักรร่วมกันก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ และพระราชทานนามว่า ?วัดสังเวช? เนื่องจากว่าพระองค์ทรงสลดพระทัย และระลึกถึงกรรมที่พระองค์ทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้ที่ยุแหย่พระมหาศรีสุ ธรรมติโลกราช (พระเจ้าติโลกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์มังราย  พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๐) ให้สำเร็จโทษท้าวศรีบุญเรือง (พระราชโอรสของพระมหาศรีสุธรรมติโลกราช) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ว่าเตรียมการจะก่อกบฏช่วงชิงพระราชอำนาจ วัดสังเวชเป็นวัดร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่กองบิน ๔๑ ได้ค้นพบในปี พ.ศ.๒๕๒๒ โดย นาวาอากาศเอก เอนก สุวรรณบุปผา (เสนาธิการ กองบิน ๔๑ ในขณะนั้น) อันเนื่องมาจากคำบอกเล่าของพระครูพิพัฒคณาพิบาล (พระอาจารย์ทอง  สิริมังคโล) เจ้าอาวาสวัดตโปทาราม (ร่ำเปิง) สภาพของวัดในขณะนั้นเป็นวัดร้างซ่อนอยู่ในพงป่า องค์เจดีย์ประธานมีสภาพหักพังปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อย  มีมูลดินและแนวอิฐก่อที่แสดงให้เห็นฐานของกำแพงหน้าวัด รวมทั้งฐานองค์เจดีย์บริวารบริเวณมุมทั้ง ๔ ด้านของวัด ภายหลังการค้นพบวัดสังเวชได้มีการจัดสร้างสถูปเจดีย์ครอบองค์เจดีย์ประธานเด ิมและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  พระอรหันตธาตุจำนวนมาก และในเวลาต่อมายังได้มีการจัดสร้างหอพระ รวมทั้งถนนหินคลุกราดแอสฟัลท์รอบสถูปเจดีย์สำหรับใช้ในการเดินเวียนเทียนในว ันสำคัญทางศาสนา และใช้เป็นพุทธศาสนาสถานประจำกองบิน ๔๑ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๒ จนกระทั่งปัจจุบัน ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปี กองบิน ๔๑ ได้มีการจัดสร้างกำแพงแก้วด้านหน้าของวัด จำนวน ๑ ด้าน ความยาวประมาณ ๗๑ เมตร ซ่อมแซมหอพระ ถนนสำหรับใช้ในการเดินเวียนเทียน และสถูปเจดีย์ในส่วนที่มีการชำรุดเสียหาย สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน) โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ  รวมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ ที่บรรจุไว้ในสถูปเจดีย์มาทำความสะอาด ก่อนที่จะบรรจุกลับคืน พร้อมทั้งทำการบรรจุบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคมพ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งในวันดังกล่าวได้มีการสวดเจริญพระพุทธมนต์โดยพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘๒ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล ฯ ด้วย นอกจากนั้นเนื่องจากใกล้ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กองบิน ๔๑ ได้จัดทำโครงการบูรณะวัดสังเวช เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา โดยจะจัดสร้างกำแพงแก้วให้ครบทั้ง ๔ ด้าน , ปรับปรุงถนนสำหรับการเดินเวียนเทียน, สร้างห้องสุขา และศาลาปฏิบัติธรรมความจุ ๑๕๐ คน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน) จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ รวมทั้งเนื่องจากวัดสังเวชเป็นโบราณสถานที่มีค่ายิ่งสมควรมีการอนุรักษ์ไว้ใ ห้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ศึกษา กองบิน ๔๑  จึงได้ประสานกับสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ ในการตรวจสอบซากโบราณสถานวัดสังเวชเพื่อการขุดค้น ขุดแต่งสภาพโบราณสถานที่เหลืออยู่ พร้อมกับการบูรณะให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง และเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ นายเขมชาติ  เทพไชย  รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากร ได้อนุมัติให้สำนักศิลปากรที่ ๘ เข้าดำเนินการได้ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ น.อ.สิทธิพร  เกสจินดา  ผู้รวบรวมเรียบเรียง  มิ.ย.๕๑

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเชิงดอยสุเทพ

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2517 กรมป่าไม้ได้เข้าไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเชิงดอยสุเทพด้าน ตะวันออก ซึ่งถูกบุกรุกแผ้วถางเป็นที่อยู่อาศัย และจัดตั้งหน่วยงานชื่อ "งานเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า" ต่อมา พ.ศ. 2518 กรมป่าไม้จัดตั้งกองอนุรักษ์สัตว์ป่าขึ้นได้ขยายแนวรั้วคอกสัตว์ป่าใน พื้นที่ 100 ไร่ และนำเนื้อทราย จำนวน 4 ตัว มาเลี้ยงไว้เป็นครั้งแรก ต่อมาได้นำสัตว์ปีกอีกหลายชนิดมาปล่อยเพิ่มเติม และเปลี่ยนชื่อหน่วยงานแห่งนี้ใหม่ว่า "ศูนย์ศึกษาธรรมชติและขยายพันธุ์สัตว์ป่าเชิงดอยสุเทพ" เพื่อเปิดให้ประชาชน นักเรียน และนักศึกษาเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและหาความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี ต่อมาศูนย์ฯ พิจารณาเห็นว่า คอกสัตว์ป่าที่มีอยู่คับแคบ เกิดปัญหาเรื่องอาหารสัตว์ป่าไม่เพียงพอจึงขยายคอกสัตว์ป่าออกไปอีกเป็น พื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อให้สัตว์ป่าที่มีอยู่แล้วสามารถหากินได้เองตามธรรมชาติและปล่อยสัตว์ ป่าเพิ่มอีก และได้เปลี่ยนชื่อศูนย์ฯ ครั้งสุดท้ายเป็น "สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเชิงดอยสุเทพ" สังกัดส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้

ติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย

Facebook และ YouTube

Facebook Page
YouTube Channel