ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของเทศบาลเมืองสุเทพ
ตำบลสุเทพน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้ประชาชนสุขภาพดี มีรายได้ ภายใต้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
งานบริการประชาชน เทศบาลเมืองสุเทพ
41
860
144
225
180
249
42
177
248
439
25
18
39
45
17
34
เทศบาลเมืองสุเทพ
สันกู่ ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เมื่อ ปีพ.ศ.2526 หน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงใหม่ ได้ขุดแต่งบูรณะซากโบราณสถานสันกู่ การทำงานในครั้งนั้น เป็นไปตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงทราบฝ่าละอองพระบาทว่า โบราณสถานแห่งนี้ถูกขุดทำลายเป็นเวลานานแล้ว สมควรให้กรมศิลปากรสำรวจและบูรณะให้อยู่ในสภาพที่ดีต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดี สภาพก่อนการขุดแต่ง เป็นเนินโบราณสถานที่มีต้นไม้หนาแน่น เมื่อขุดลอกดินที่ทับถมออก พบซากเจดีย์และฐานวิหาร ได้ขุดลอกหลุมที่เกิดจากการลักลอบขุดที่ตรงฐานเจดีย์ในระดับความลึก 5.30 เมตร พบโบราณวัตถุในกรุที่สำคัญ ได้แก่ เศียรพระพุทธรูป ศิลปะแบบหริภุญไชย พระพิมพ์ดินเผา ศิลปะแบบหริภุญไชย เศษเครื่องปั้นดินเผาเป็นชิ้นส่วนกระปุกขนาดเล็ก เป็นของจีน สมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911-2187) และการขุดแต่งส่วนอื่น พบเศษเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาสันกำแพง สันนิษฐาน โบราณสถานสันกู่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-22 สันกู่ ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางไปลานกางเต็นท์ดอยปุย ห่างจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยว และลาดชัน ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง
วัดสังเวช วัดสังเวช เป็นวัดโบราณ อายุกว่า ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกองบิน ๔๑ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๐๓๕ โดยพระเจ้ายอดเชียงราย (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๒๐๓๐-๒๐๓๘) ทรงมีพระบัญชาให้พระนางอตปาเทวี อัครมเหสี เป็นประธานฝ่ายอาณาจักร และพระมหาสมีญาณโพธิ วัดป่าแดง พระมหาเถรสุรศรี วัดเจ็ดยอด เป็นประธานฝ่ายศาสนจักรร่วมกันก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ และพระราชทานนามว่า ?วัดสังเวช? เนื่องจากว่าพระองค์ทรงสลดพระทัย และระลึกถึงกรรมที่พระองค์ทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้ที่ยุแหย่พระมหาศรีสุ ธรรมติโลกราช (พระเจ้าติโลกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๐) ให้สำเร็จโทษท้าวศรีบุญเรือง (พระราชโอรสของพระมหาศรีสุธรรมติโลกราช) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ว่าเตรียมการจะก่อกบฏช่วงชิงพระราชอำนาจ วัดสังเวชเป็นวัดร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่กองบิน ๔๑ ได้ค้นพบในปี พ.ศ.๒๕๒๒ โดย นาวาอากาศเอก เอนก สุวรรณบุปผา (เสนาธิการ กองบิน ๔๑ ในขณะนั้น) อันเนื่องมาจากคำบอกเล่าของพระครูพิพัฒคณาพิบาล (พระอาจารย์ทอง สิริมังคโล) เจ้าอาวาสวัดตโปทาราม (ร่ำเปิง) สภาพของวัดในขณะนั้นเป็นวัดร้างซ่อนอยู่ในพงป่า องค์เจดีย์ประธานมีสภาพหักพังปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อย มีมูลดินและแนวอิฐก่อที่แสดงให้เห็นฐานของกำแพงหน้าวัด รวมทั้งฐานองค์เจดีย์บริวารบริเวณมุมทั้ง ๔ ด้านของวัด ภายหลังการค้นพบวัดสังเวชได้มีการจัดสร้างสถูปเจดีย์ครอบองค์เจดีย์ประธานเด ิมและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุจำนวนมาก และในเวลาต่อมายังได้มีการจัดสร้างหอพระ รวมทั้งถนนหินคลุกราดแอสฟัลท์รอบสถูปเจดีย์สำหรับใช้ในการเดินเวียนเทียนในว ันสำคัญทางศาสนา และใช้เป็นพุทธศาสนาสถานประจำกองบิน ๔๑ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๒ จนกระทั่งปัจจุบัน ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปี กองบิน ๔๑ ได้มีการจัดสร้างกำแพงแก้วด้านหน้าของวัด จำนวน ๑ ด้าน ความยาวประมาณ ๗๑ เมตร ซ่อมแซมหอพระ ถนนสำหรับใช้ในการเดินเวียนเทียน และสถูปเจดีย์ในส่วนที่มีการชำรุดเสียหาย สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน) โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ รวมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ ที่บรรจุไว้ในสถูปเจดีย์มาทำความสะอาด ก่อนที่จะบรรจุกลับคืน พร้อมทั้งทำการบรรจุบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคมพ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งในวันดังกล่าวได้มีการสวดเจริญพระพุทธมนต์โดยพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘๒ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล ฯ ด้วย นอกจากนั้นเนื่องจากใกล้ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กองบิน ๔๑ ได้จัดทำโครงการบูรณะวัดสังเวช เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา โดยจะจัดสร้างกำแพงแก้วให้ครบทั้ง ๔ ด้าน , ปรับปรุงถนนสำหรับการเดินเวียนเทียน, สร้างห้องสุขา และศาลาปฏิบัติธรรมความจุ ๑๕๐ คน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน) จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ รวมทั้งเนื่องจากวัดสังเวชเป็นโบราณสถานที่มีค่ายิ่งสมควรมีการอนุรักษ์ไว้ใ ห้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ศึกษา กองบิน ๔๑ จึงได้ประสานกับสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ ในการตรวจสอบซากโบราณสถานวัดสังเวชเพื่อการขุดค้น ขุดแต่งสภาพโบราณสถานที่เหลืออยู่ พร้อมกับการบูรณะให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง และเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ นายเขมชาติ เทพไชย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากร ได้อนุมัติให้สำนักศิลปากรที่ ๘ เข้าดำเนินการได้ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ น.อ.สิทธิพร เกสจินดา ผู้รวบรวมเรียบเรียง มิ.ย.๕๑
วัดศรีโสดา วัดศรีโสดา ก่อสร้างขึ้นโดย ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาหรือครูบาศีลธรรม ได้รับการจารึกเป็นประวัติศาสตร์คู่นครเชียงใหม่ เพราะเป็นจุดลงจอบแรกการขุดถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น ได้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางบุญ สำหรับสัญจรไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านป่าเขาที่สูงชันทุรกันดารหุบเหวลึก ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร ใช้เวลาสร้าง ๕ เดือน ๒๒ วัน สำเร็จด้วยพลังศรัทธาประชาชน นับเป็ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสิริมงคลสักครั้งหนึ่งในชีวิต ความสำคัญและผูกพันกบการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พ.ศ. ๒๔๗๗ เริ่มจากหลวงศรีประกาศนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น คิดจะนำไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งบนดอยสุเทพแต่ไม่มีงบประมาณ จึงได้ขอพึ่งบุญบารมีครูบาศรีวิชัย ท่านเห็นด้วยแต่ขออธิษฐานดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ท่านอธิษฐานถึง ๒ ครั้ง ปรากฏว่าเป็นไปได้ยากแต่การสร้างถนนขึ้นไปจะเสร็จกว่า จึงตกลงสร้างถนน ณ จุดเริ่มต้นบริเวณเชิงดอยสุเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดศรีโสดาในปัจจุบัน ระหว่างการสร้างถนน ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยได้สร้างวัดขึ้นควบคู่กันไป ๔ วัด โดยตั้งชื่อให้มีความหมายเกี่ยวโยงถึงขั้นคุณภาพที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงบรรลุได้คือมรรค ผล นิพพาน เทียบพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ๔ ชั้น วัดแรกที่สร้างคือ วัดโสดาบัน ต่อมาไปอีก ๔ กิโลเมตร สร้าง วัดสกิทาคามี ถัดไปอีกเรียกว่า วัดอนาคามี ลำดับสุดท้ายบนยอดดอยสร้างอีกวัดหนึ่งเรียกว่า วัดอรหันต์ วัดโสดาบัน ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดศรีโสดา" ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเปลี่ยนในสมัยใดน่าจะอยู่ในช่วงพ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๐๙ สมัยครูบาเสาร์ นารโท เป็นเจ้าอาวาส สาเหตุที่เติมคำว่า "ศรี" สันนิษฐานว่ามาจากชื่อ ครูบาศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณีย์ ยกย่องเชิดชู รำลึกคุณูปการที่ท่านสร้างวัดศรีโสดาขึ้นมา
โป่งน้อยแกลอรี่ แกลอรี่ศิลปะร่วมสมัยของ "วันเอก จันทรทิพย์" เป็นอาคารปูนเปลือยสีเทาขาวครอบคลุมศิลปะจากศิลปินทั่วโลกหลากหลายแขนง มีนิทรรศการหมุนเวียนแทบทุกเดือนมีงานแสดงคอนเสิร์ตจากนักดนตรี รวมทั้งการสอนศิลปะทุกวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 14:00-17:00 น.
ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย เป็นตำหนักเทพหอศิลป์จิตรกรรมไทยซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2541 ผู้ก่อตั้งคือนายเข้ม มฤคพิทักษ์ มีความเป็นมาคือ ภูมิหลังผู้ก่อตั้งเกิดบนเรือนไม้โบราณริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จึงผูกพันกับไม้มาตั้งแต่เด็กโตขึ้นได้สะสมไม้เอาไว้มากมาย ปี 2541 ได้สร้างบ้านไม้เพื่อเป็นบ้านอยู่อาศัย ปูไม้พื้นเต็มหลังแล้วยังเหลือไม้อีกมากจึงเลือกไม้แผ่นใหญ่ๆประกอบเป็นบานประตูไม้แผ่นเดียวใช้สลักเดือยโบราณทำได้ 100 บาน ความลุ่มหลงในความงดงามของเนื้อไม้ที่มีทั้งไม้สักทอง ไม้ตะเคียนทอง ไม้ประดู่แดงและไม้มะค่า ทำให้ทนไม่ได้ที่จะปล่อยเนื้อไม้บานประตูให้เปลือยเปล่าจึงตระเวนไปตามวัดต่างๆในภาคกลางเพื่อเสาะหาภาพเทพทวารบาลที่เป็นงานจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายต่อรัตนโกสินทร์ตอนต้นราว 250-350 ปีมาแล้ว จากนั้นได้จ้างศิลปินจำลองภาพเทพทวารบาลที่คัดสรรแล้วไว้บนบานประตูบ้าน คำว่า "ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย" มีที่มาจากการที่บานประตูมีเทพเทวารบาล จำนวน 100 บาน จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว อาคารแห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปะไทยชั้นเยี่ยมมีพระพิฆเนศวรปางยืนสามเศียร หรือที่รู้จักกันว่าเป็น พระพิฆเนศองค์สูงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำจากไม้ตะเคียนทองใหญ่ทีสุดความสูง 6 เมตร กว้าง 2.5 เมตร น้ำหนัก 5 ตัน มีบ้านประตูร้อยบาน ประดับภาพเทพทวารบาลตามแบบโบราณมีกระจกยักษ์แกะสลักลายครุฑยุดนาค เป็นงานศิลปะที่ทำด้วยมือทุกชิ้นใช้ช่างฝีมือหลายสกุลช่าง คำประกาศเจตนารมณ์ อาคารหลังนี้สร้างพ.ศ.2541 ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้มีคุณลักษณะ 3 ประการ 1.เป็นหอศิลป์จิตรกรรมไทย 2.เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญา 3.เป็นตำหนักประทับแห่งทวยเทพ บานประตูที่เป็นเทพทวารบาลมีทั้งหมดหนึ่งร้อยบาน จึงเป็นที่มาแห่งนามว่า "ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย" งานศิลปะทุกชิ้นล้วนเป็นงานทำมือ ใช้ช่างฝีมือหลายสกุลช่างกว่า 50 คน ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ข้าพเจ้าหวังที่จะให้ผลงานทั้งหมดนี้เป็นมรดกศิลป์แผ่นดินสยาม ไปตราบนานเท่านานขออวยพรให้ทุกท่านที่เดินทางมาสักการะทวพเทพ และเสพศิลป์ จงพบแต่ความสุข สมหวัง มั่งคั่งร่ำรวย พร้อมกับขอใหมีสมองอันแจ่มใส อยู่บนร่างกายที่แข็งแรงประกาศ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2554 (เข้ม มฤคพิทักษ์ ผู้ก่อตั้ง) ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย เปิดให้เข้าสักการะและเข้าเยี่ยมชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. สถานที่ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 79/7 ซอย 2 ถนนสุเทพ (อยู่สุดถนน หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ร้าน The Volcano (เดอะ โวลคาโน่) เป็นร้านขนมปังปิ้งแนวใหม่ตั้งอยู่ถนนสุเทพ อ.เมือง เชียงใหม่ 50000 หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตรงข้ามคณะศึกษาศาสตร์ เข้าไปในร้านแล้วหยิบป้ายตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพราะเวลาสั่งให้เขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษลงไปในใบรายการด้วย พนักงานจะได้นำมาเสริฟ์ได้ถูกโต๊ะ มีรายการหลากหลายให้เลือกมากมาย มีขนมปัง ท็อปปิ้งและพร็อพ สามารถสร้างเมนูในแบบที่เราชอบได้ เวลาเปิดร้าน(ทุกวัน):11:00-23:00 น. เบอร์ติดต่อ 088-2613001
Facebook และ YouTube