ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของเทศบาลเมืองสุเทพ
ตำบลสุเทพน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้ประชาชนสุขภาพดี มีรายได้ ภายใต้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
งานบริการประชาชน เทศบาลเมืองสุเทพ
801
115
187
146
216
177
133
204
346
281
7
10
8
19
23
24
เทศบาลเมืองสุเทพ
ร้านอาหารโซลาว Solao มีอาหารหลายอย่างให้เลือกสรร มีทั้งอาหารอีสาน อาหารไทยทั่วไป ส้มตำ และอาหารลำลองของกินเล่น ภายในร้านตกแต่งสไตล์เก๋ๆ เท่ห์ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่รักในการทานอาหารรสแซบ อีกทั้งยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อม ให้ท่านสามารถนำครอบครัวมาประทานอาหารได้ ตั้งอยู่ 122/19 หมู่ 6 ถนนคันคลองชลประทาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สุเทพ 50200 โทร 053-270-190 / 089-850-9343
น้ำตกห้วยแก้ว อยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่ เป็นน้ำตกเล็กๆ สูงประมาณ 10 เมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 6 กิโลเมตร มีน้ำไหลตลอดปี รอบๆ บริเวณสวยงามด้วยทิวทัศน์และร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด นอกจากนี้ยังมีที่พักผ่อนนำอาหารไปนั่งรับประทานกันที่ผาเงิบและวังบัวบานอันเป็นสุสานแห่งความรักของสาวบัวบานผู้ถือรักเป็นสรณะ
สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ บนถนนห้วยแก้ว ตำบลดอยสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 น. - 17.00 น. มีสัตว์อยู่ในสวนสัตว์จำนวนมาก เช่น เม่น นกยูง เสือโคร่ง เสือขาว กวาง แรด ฮิปโปเตมัส ช้าง หมี อีเห็น และยังมีส่วนจัดแสดงหมีแพนด้า ช่วงช่วง และ หลินฮุ่ย จากประเทศจีน ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่มีโบราณสถานที่ชื่อว่าวัดกู่ดินขาว ที่เป็นวัดเพียงแห่งเดียวของเวียงเจ็ดลิน และมีการแสดงความสามารถของสัตว์ เช่น นกมาคอลว์ นาก นกกระทุง และมีส่วนจัดแสดงเพนกวินและแมวน้ำ ประวัติ สวนสัตว์เชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นโดยนายฮาโรลด์ เมสัน ยัง (Mr.Harold Mason Young) มิชชั่นนารีชาวอเมริกัน ผู้เข้ามาเป็นอาสาสมัครสอนการยังชีพในป่าให้แก่พวกทหารและตำรวจชายแดน ในช่วงสงครามเกาหลี (พ.ศ. 2493 - 2496) โดยอาศัยพื้นที่บ้านที่ตนเช่าอยู่คือ บ้านเวฬุวัน เชิงดอยสุเทพ ซึ่งเป็นของนาย กี นิมมานเหมินท์ (พ.ศ. 2431 - 2508) และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ (พ.ศ. 2437 - 2524) เป็นสถานที่เริ่มต้น โดยเริ่มเปิดเป็นสวนสัตว์เล็กๆ ของเอกชนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ. 2495 โดยจ้างคนพื้นเมืองและชาวเขาจำนวนไม่มากนักช่วยดูแล นายฮาโรลด์ เมสัน ยัง เป็นบุตรของมิชชันนารีชาวอเมริกันเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่าเคยทำงานในฐานะมิชชั่นนารีในรัฐฉาน ดินแดนของชาวไต ซึ่งอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิดมาก่อน และเหตุผลที่ทำให้นายฮาโรลด์ ต้องเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครสอนการยังชีพในป่าให้แก่ทหารและตำรวจชายแดนในประเทศไทย ก็คงเนื่องด้วยพันธะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีต่อรัฐบาลไทย ในการสนับสนุนทั้งทางด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ อย่างเต็มที่เพื่อร่วมกันต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามสนธิสัญญาไทย - อเมริกัน 3 ฉบับ คือ 1. ความตกลงทางการศึกษาและวัฒนธรรม ในเดือนกรกฎาคม 2493 2. ความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคนิค ในเดือนกันยายน 2493 3. ความตกลงทางการช่วยเหลือทางทหาร ในเดือนตุลาคม 2493 ผลปรากฏว่าหลังจากปี พ.ศ. 2493 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้จัดส่ง คณะที่ปรึกษา อาสาสมัคร และกำลังสนับสนุนด้านต่างๆเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก เฉพาะด้านทหารและตำรวจนั้น สหรัฐอเมริกาได้ส่งคณะที่ปรึกษาทางทหารมาประจำประเทศไทยในปี พ.ศ. 2493 ต่อมาขยายเป็นหน่วย JUSMAG เพื่อช่วยวางแผนการจัดกองพล การจัดกรมผสม จัดระบบ ส่งกำลังกองทัพบก ฯลฯ ขณะที่กองกำลังตำรวจขณะนั้นอยู่ภายใต้การนำของพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ก็ได้รับการขยายกำลังออกไปอย่างกว้างขวาง โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุน ผ่านทางบริษัทซี ซัปพลาย (Sea Supply Coporation) การเข้ามาทำงานในประเทศไทยในฐานะอาสาสมัครสอนการยังชีพในป่าให้แก่ทหาร และตำรวจตระเวรชายแดนของนายฮาโรลด์ เมสัน ยัง ก็คงอยู่ในบริษัททางการเมืองดังกล่าวนี้ด้วย การสะสมสัตว์นานาชนิดของนาย ฮาโรลด์ เมสัน ยัง ภายในบริเวณบ้านเวฬุวันที่ตนเช่าอยู่นั้น คงมี มากขึ้นๆ และคงสร้างต้องอาศัยพื้นที่ในบริเวณบ้านเวฬุวันมากขึ้นคงทำให้พื้นที่อันสวยงามของบ้านเวฬุวัน เช่น สนามหญ้าหน้าบ้านถูกใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ไปโดยปริยาย จากคำบอกเล่าของศาสตราจารย์ อัน นิมมานเหมินท์ ทายาทคนหนึ่งของ นาย กี-นาง กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ได้ขอให้นายฮาโรลด์ ผู้เช่าบ้านเวฬุวัน ย้ายสวนสัตว์ของเขาไปไว้ที่ ที่ดินอีกแปลงหนึ่งของนาย กี-นาง กิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ซึ่งอยู่เชิงดอยสุเทพเช่นกันซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่ส่วน หนึ่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่คงโดยเหตุที่นายฮาโรลด์เป็นชาวอเมริกัน ประชาชนของประเทศที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูงยิ่งของโลก เขาจึงติดต่อขอที่ดินป่าสงวนเชิงดอยสุเทพต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่โดยตรง จนได้รับอนุมัติให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนเชิงดอยสุเทพประมาณ 60 ไร่ เป็นที่ตั้งสวนสัตว์ของเอกชน เปิดบริการให้เข้าชมตั้งแต่วันจักรี 6 เมษายน พ.ศ. 2500 จนกระทั่งนายฮาโรลด์ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2518 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2520 สวนสัตว์จึงโอนเข้าสังกัดองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา เนื่องนับถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2530 สวนสัตว์เชียงใหม่ได้มีอายุครบ 10 ปีเต็ม ในรอบทศวรรษนั้น สวนสัตว์เชียงใหม่ได้ขยายพื้นที่จากเดิมที่จังหวัดเชียงใหม่อนุมัติให้นายฮาโรลด์ จัดตั้งสวนสัตว์ประมาณ 60 ไร่ ได้รับการขยายเป็น 130 ไร่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 สวนสัตว์เชียงใหม่ก็ได้รับความเห็นชอบจากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะรัฐมนตรีให้ขยายพื้นที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ เพิ่มเติมอีกประมาณ 500 ไร่ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสวนสัตว์ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนหนึ่งโดยมี ศาสตราจารย์ อัน นิมมานเหมินท์ เป็นประธานดำเนินงานวางผังหลักกำหนดแนวทางพัฒนาสวนสัตว์ชียงใหม่ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งประเภทตำนาน จารึก และภาพถ่ายทางอากาศยืนยันชัดว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนสัตว์เชียงใหม่คือส่วนหนึ่งของ เวียงเจ็ดลิน เวียงโบราณรูปวงกลมที่สร้างขึ้นในสมัยพญาสามฝั่งแก่น กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ลำดับที่ 8 (พ.ศ. 1945 - 1984) ร่องรอยคูน้ำ คันดินบางส่วนก็ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบันซากอิฐจำนวนไม่น้อย ยังคงปรากฏทั่วไปในบริเวณสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยเฉพาะบนเนินเนินเหนือที่เลี้ยงช้าง เป็นกองอิฐก้อนใหญ่มาก เป็นร่องรอยให้สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนา (ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานวัดกู่ดินขาวในปัจจุบัน) สวนสัตว์เชียงใหม่ ขึ้นอยู่กับองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความร่วมมือมาอย่างยาวนานกับสวนสัตว์ทารองก้า ประเทศออสเตรเลีย โดยการสนับสนุนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสถานเอกอัครข้าราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ทำให้ได้รับมอบสัตว์สำคัญจากออสเตรเลียมาจัดแสดงที่สวนสัตว์เชียงใหม่
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ ก่อนถึงน้ำตกห้วยแก้ว ครูบาศรีวิชัยเป็นนักบุญแห่งล้านนาไทยผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเชียงใหม่และประชาชนโดยทั่วไป ผู้ที่จะขึ้นไปดอยสุเทพมักจะแวะนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ โดยเริ่มลงมือ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 และแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2478 รวมระยะทาง 10 กิโลเมตร ครูบาศรีวิชัย เดิมชื่อ เฟือน หรือ อินท์เฟือนบ้างก็ว่า อ้ายฟ้าร้อง เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้นปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์เมืองของพระอินทร์ ครูบาศรีวิชัยเกิดวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2421 ที่หมู่บ้าน บ้านปาง ต.แม่ตื่น อ.ลี้ จ.ลำพูน ในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กอยู่นั้น บ้านปางทุรกันดารมากและมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง บ้านปางไม่มีวัดประจำหมู่บ้านจนกระทั่งครูบาขัติยะ เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงนิมนต์ครูบาขัติยะให้อยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฎิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา ซึ่งในช่วงนั้นเองทีครูบาศรีวิชัยหรือเด็กชายอินท์เฟือน ในสมัยนั้นได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูบาขัติยะ และเมื่ออายุได้ 18 ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ เมื่อสามเณรอินท์เฟือนมีอายุย่าง 21 ปี ก็ได้อุปสมบท ณ วัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูนและได้รับฉายานามว่า สิริวิชโยภิกขุ มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2444 ครูบาขัติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป บ้างก็ว่าท่านมรณภาพ ครูบาศรีวิชัยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง นอกจากการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพแล้ว ครูบาศรีวิชัยยังได้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน เป็นที่พึ่งทางใจและดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ตลอดจนสาธารณะประโยชน์ตามคำอาราธนาอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของ ชีวิต ว่ากันว่างานบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของท่านมีมากถึง 200 แห่งเลยทีเดียว และผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านคืองานสร้างสะพานศรีวิชัยอนุสรณ์ ที่ทอดข้ามแม่น้ำปิงเพื่อเชื่อมระหว่าง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ กับ อ.เมือง จ.ลำพูน แม้ท่านจะไม่ต้องทำงานประเภทใช้แรงงาน แต่การที่ต้องนั่งคอยต้อนรับและให้พรแก่ผู้มาทำบุญนั้น ทำให้ท่านอาพาธด้วยโรคริดสีดวงทวารซึ่งสะสมมาแต่ครั้งตระเวนก่อสร้างบูรณะวัดในเขตล้านนา เดือนมีนาคม พ.ศ. 2481 งานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงยังไม่ทันเสร็จ ท่านก็มีอาการกำเริบหนักขึ้นและมรณภาพในที่สุด ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ชื่อที่ลูกหลานชาวเชียงใหม่รู้จักกันเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านไปเกือบร้อยปีแล้วก็ตาม ความเลื่อมใสศรัทธาไม่เคยลดลง ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ศรัทธายิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที...ทุกที ดูได้จากการที่มีผู้คนมาสักการบูชาอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยอย่างไม่เคยขาดสาย นับว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจชาวล้านนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ตลอดชั่วชีวิตของครูบาศรีวิชัย ท่านสร้างความดีและสร้างสาธารณประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย วีรกรรมของท่านยังเป็นที่จดจำอย่างไม่ลืมเลือน และยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชาวล้านนาได้ยึดถือปฏิบัติกันสืบมา คุณงามความดีของท่านประเสริฐเลิศล้ำสมกับที่ใคร ๆ ต่างเรียกท่านว่านักบุญแห่งล้านนาไทยเป็นอย่างยิ่ง ...
ร้านอาหาร คุ้มเวียงยอง ให้บริการอาหารเหนือ เช่นลาบหมูคั่ว, แกงฮังเล, แกโฮะ, ไก่เมืองนึ่ง, แกงผักหวานป่า, ข้าวเหนียวกล้องฯ นอกจากนี้คุ้มเวียงยอง ยังแบ่งส่วนหนึ่งของร้านตกแต่งให้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม จัดจำลองเป็นห้องครัวเก่าแก่แบบโบราณ ชวนให้มาศึกษาถึงการปรุงอาหารในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี อีกด้วย ที่อยู่ 99/9 หมู่5 อาคาร โครงการบ้านสวนนันทขว้าง ถนนคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น
วัดศรีโสดา วัดศรีโสดา ก่อสร้างขึ้นโดย ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาหรือครูบาศีลธรรม ได้รับการจารึกเป็นประวัติศาสตร์คู่นครเชียงใหม่ เพราะเป็นจุดลงจอบแรกการขุดถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น ได้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางบุญ สำหรับสัญจรไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านป่าเขาที่สูงชันทุรกันดารหุบเหวลึก ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร ใช้เวลาสร้าง ๕ เดือน ๒๒ วัน สำเร็จด้วยพลังศรัทธาประชาชน นับเป็ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสิริมงคลสักครั้งหนึ่งในชีวิต ความสำคัญและผูกพันกบการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ พ.ศ. ๒๔๗๗ เริ่มจากหลวงศรีประกาศนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น คิดจะนำไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งบนดอยสุเทพแต่ไม่มีงบประมาณ จึงได้ขอพึ่งบุญบารมีครูบาศรีวิชัย ท่านเห็นด้วยแต่ขออธิษฐานดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ท่านอธิษฐานถึง ๒ ครั้ง ปรากฏว่าเป็นไปได้ยากแต่การสร้างถนนขึ้นไปจะเสร็จกว่า จึงตกลงสร้างถนน ณ จุดเริ่มต้นบริเวณเชิงดอยสุเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดศรีโสดาในปัจจุบัน ระหว่างการสร้างถนน ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยได้สร้างวัดขึ้นควบคู่กันไป ๔ วัด โดยตั้งชื่อให้มีความหมายเกี่ยวโยงถึงขั้นคุณภาพที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงบรรลุได้คือมรรค ผล นิพพาน เทียบพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ๔ ชั้น วัดแรกที่สร้างคือ วัดโสดาบัน ต่อมาไปอีก ๔ กิโลเมตร สร้าง วัดสกิทาคามี ถัดไปอีกเรียกว่า วัดอนาคามี ลำดับสุดท้ายบนยอดดอยสร้างอีกวัดหนึ่งเรียกว่า วัดอรหันต์ วัดโสดาบัน ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดศรีโสดา" ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเปลี่ยนในสมัยใดน่าจะอยู่ในช่วงพ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๐๙ สมัยครูบาเสาร์ นารโท เป็นเจ้าอาวาส สาเหตุที่เติมคำว่า "ศรี" สันนิษฐานว่ามาจากชื่อ ครูบาศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณีย์ ยกย่องเชิดชู รำลึกคุณูปการที่ท่านสร้างวัดศรีโสดาขึ้นมา
Facebook และ YouTube