ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของเทศบาลเมืองสุเทพ
ตำบลสุเทพน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้ประชาชนสุขภาพดี มีรายได้ ภายใต้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
งานบริการประชาชน เทศบาลเมืองสุเทพ
58
34
112
80
176
238
51
183
177
232
9
7
10
17
22
18
เทศบาลเมืองสุเทพ
วังบัวบาน วังบัวบาน เป็นชื่อวังน้ำที่อยู่เบื้องล่างชะง่อนผาสูงบริเวณเหนือน้ำตกห้วยแก้ว ซึ่งอยู่ในเขตตำบลสุเทพ อำเภอเมือง เชียงใหม่ วังน้ำนี้เดิมเรียกว่า "วังคูลวา" หรือ "วังกุลา" ด้วยมีเรื่องเล่ามาก่อนว่ามี "คูลวา-กุลา"ซึ่งหมายถึงแขกคนหนึ่งพลัดตกลงไปตายในวังน้ำแห่งนี้ คำว่า "คูลวา-กุลา" ในภาษาล้านนาหมายถึงแขกหรือฝรั่งชาวต่างชาติซึ่งถือว่าไม่เป็นที่พึงต้อนรับ วังน้ำที่เกิดเหตุจึงได้ชื่อดังกล่าว ทั้งนี้ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ นักเขียนสารคดีเชิงบันทึกเหตุการณ์กล่าวไว้ว่ามีการเปลี่ยนชื่อ เป็น "วังบัวบาน" เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๗ โดยเหตุที่มีหญิงชื่อ "บัวบาน" ตกลงไปตายในวังน้ำนี้อีก วังน้ำอาถรรพณ์นี้จึงเปลี่ยนมาเรียกชื่อว่า "วังบัวบาน" เรื่องราวการตายของบัวบานมีการโจษจันกันอยู่สองกระแส บ้างเชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย บ้างว่าเป็นเพราะหญิงคนงามดังกล่าว พลัดตกโดยอุบัติเหตุ แต่ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว จากการให้สัมภาษณ์ของนายศิริพงษ์ ศรีโกศัย(นักจัดรายการวิทยุที่ใช้นามแฝงว่า"ย่าบุญ" เมื่อ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๐) เล่าว่าที่ตั้งบ้านของบัวบาน ปัจจุบันอยู่ฟากถนนตรงกันข้ามกับอาคารอำนวยการหลังเก่าของโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ มีอาชีพเป็นครูสอนในโรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนซินเซิง โรงเรียนฮั่วเคี้ยวและโรงเรียนฮั่วเอง ครูบัวบานมีคนรักเป็นนายทหารรักษาพระองค์ ต่อมาถูกทหารดังกล่าวสลัดรัก บัวบานจึงเสียใจมากและได้ตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงไปในวังน้ำแห่งนั้น ส่วนเจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์เมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่า ครูบัวบานมีสถานที่อยู่ตรงกันกับที่กล่าวมาแล้ว แต่ให้ข้อมูลเพิ่มว่าครูบัวบานเป็นคนสวยจนเป็นที่เล่าลือกันทั่วไป ในช่วงที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ.๒๔๘๒-๒๔๘๘) ครูบัวบานคนสวยเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง เชียงใหม่ ครั้งนั้นได้มีทหารหน่วยราบจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาตั้งอยู่ที่วัดฟ้าฮ่ามด้วย นายร้อยตรีหนุ่มรูปงามในกองทหารนั้นได้พบกับครูบัวบานคนสวยบ่อยครั้งเข้าก็สนิทสนมแล้วกลายเป็นคู่รักและได้เสียกันขึ้น ต่อมานายร้อยตรีผู้นั้นกลับลงไปกรุงเทพฯ ตามคำสั่งพร้อมกับคำสัญญาว่าจะขึ้นมาแต่งงานกับครูบัวบานคนงาม แต่คำสัญญานั้นลงท้ายก็กลายเป็นคำลวงเพราะนายร้อยตรีนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว ครูบัวบานรออยู่นานจนผิดสังเกตและเห็นว่าครรภ์โตมากขึ้น เมื่อแน่ใจว่าตนถูกหลอกแน่แล้วจึงตัดสินใจไปกระโดดน้ำตาย ในบทความชื่อ "วังบัวบาน"ของสมาน ไชยวัณณ์ ตีพิมพ์ในวารสาร "คนเมือง ฉบับดำหัว" ต้อนรับสงกรานต์ ๒๕๑๑ กล่าวว่าครูบัวบานตายเพราะอุบัติเหตุ โดยอ้างเอาคำสารภาพก่อนตายของอดีตครูประชาบาลคนหนึ่งซึ่งเป็นคนรักของครูบัวบาน ผู้เขียนบทความกล่าวว่าตนรู้จักกับครูบัวบานเป็นอย่างดี และตนมีอายุอ่อนกว่าครูบัวบาน ๘-๙ ปี ครูบัวบานเป็นสมาชิกของตระกูลและครอบครัวของผู้มีชื่อเสียงดี ฐานะดี จบการศึกษาจากโรงเรียนฝรั่งที่มีชื่อในเชียงใหม่ แล้วได้เป็นครูสอนที่โรงเรียนนั้น และครูบัวบานมีความสัมพันธ์ฉันคนรักกับครูประชาบาลคนหนึ่ง ผู้เขียนบทความเล่าว่าในขณะที่อดีตครูประชาบาลคนรักเก่าของครูบัวบานป่วยหนักอยู่ในบ้านกลางเมืองเชียงใหม่ วันหนึ่งได้ออกปากเล่าแก่ภรรยา บุตรและญาติสนิทว่าตนเคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับครูบัวบาน ทั้งๆ ที่ตนก็มีภรรยาอยู่แล้ว เมื่อครูบัวบานตั้งท้องแล้วก็ได้นัดครูประชาบาลคนรักไปตกลงกันในที่ปลอดคนแห่งหนึ่งบนห้วยแก้ว ครูบัวบานขอให้จัดแต่งงานเสียเพื่อมิให้เป็นที่ละอายแก่ชาวบ้านและเพื่อเห็นแก่ทารกในครรภ์ หลังจากที่ต่างก็ให้เหตุผลกันเป็นเวลานาน ครูประชาบาลก็สรุปว่าตนยังไม่อาจด่วนทำอะไรลงไปได้เพราะมีลูกเมียอยู่แล้ว ครู บัวบานไม่อาจทนฟังต่อไปได้จึงผละจากแล้ววิ่งหนีไปโดยไม่ใส่ใจระมัดระวังในเส้นทาง และได้พลาดตกจากหน้าผาลงสู่ "วังคูลวา-กุลา" และเสียชีวิตโดยไม่อาจช่วยได้ทัน ครูประชาบาลคนนั้นเสียใจเป็นที่สุด ด้วยความตกใจและกลัวโทษ ก็ได้แต่แอบซ่อนตัวกลับลงมาจากห้วยแก้วและไม่ยอมปริปากให้ผู้ใดได้ล่วงรู้ เมื่อมีคนไปพบศพครูบัวบานแล้ว เรื่องหญิงงามที่ตายในวังน้ำก็ได้กลายเป็นหัวข้อที่กล่าวขานกันทั่วเมือง ผู้เขียนบทความกล่าวว่าด้วยผลกรรมที่ทำให้ครูบัวบานต้องตายนั้น ครั้งหนึ่งได้เกิดพายุใหญ่ในเมืองเชียงใหม่ แรงพายุได้โหมกระหน่ำทำให้มะพร้าวต้นหนึ่งล้มฟาดลงมาทับหลังของครูประชาบาลผู้นั้นจนหลังหักและกลายเป็นอัมพาต เขาจึงลาออกจากราชการมาอยู่กับครอบครัว และยังชีพอยู่ได้ด้วยเงินบำนาญ จนเมื่อล้มป่วยหนักจึงได้ปริปากบอกเรื่องของตนกับครูบัวบาน พร้อมกับย้ำว่าครูบัวบานตายเพราะอุบัติเหตุ มิได้ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย จากการศึกษาของ สุธาทิพย์ สว่างผล ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาภาษาและวรรณ-กรรมล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๓๑ กล่าวว่า ในหนังสือ นิทานพื้นบ้านไทย ของ วสันต์ ปัณฑวงศ์ พ.ศ.๒๕๒๒ กล่าวถึงเรื่องของครูบัวบานในแง่ที่แผกออกไป โดยกล่าวว่า มีปลัดอำเภอหนุ่มรักกับลูกสาวคหบดีชื่อบัวบานและได้หมั้นหมายกันไว้โดยที่ไม่มีผู้ใดขัดข้อง แต่อุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะปลัดอำเภอเป็นทาสการพนันทุกชนิด ทำให้เกิดหนี้สินจนต้องยักยอกเงินของทางราชการไปใช้หนี้และเล่นการพนันด้วย ต่อมาได้ขอเงินจากบัวบานว่าจะไปใช้หนี้ราชการ แต่กลับนำไปเล่นการพนันอีกจนหมด จากนั้น ปลัดอำเภอหนุ่มได้นัดบัวบานไปสารภาพผิดที่หน้าผา แต่ทั้งคู่กลับทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนบัวบานทนไม่ได้จึงกระโดดหน้าผาตาย ส่วนปลัดอำเภอหนุ่มทาสพนันนั้นไม่มีการกล่าวถึงอีกว่าได้โดดหน้าผาตามหรือไม่ และเรื่องของครูบัวบานนี้ สุธาทิพย์ สว่างผล ได้ไปสัมภาษณ์คนที่สนิทกับครอบครัวของครูบัวบานผู้หนึ่งชื่อ นางอรุณ หมู่ละสุคนธ์ ๑๓๐ ถนนแก้วนวรัฐ อ.เมือง เชียงใหม่ เมื่อ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๑ ซึ่งได้ความว่าบัวบานและหนุ่มชาวภาคกลางได้รักกันโดยไม่มีผู้ใดขัดขวาง และบัวบานได้ตายเพียงผู้เดียว เมื่อบัวบานตายแล้วชายหนุ่มก็หายหน้าไป ญาติของบัวบานต่างคิดว่าเป็นการฆาตกรรมแต่ผู้เล่าเห็นว่าน่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือบัวบานอาจกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายก็ได้ จากความตายอย่างน่าสะเทือนใจของครูสาวคนงามทำให้มีผู้โจษจันกันอย่างกว้างขวาง ในครั้งนั้น กล่าวกันว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งอยู่ที่วัดพระนอนป่าเก็ดถี่ อ.สารภี เชียงใหม่ ได้นำเรื่องนี้มาแต่งเป็นคำกลอนตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ภิกษุรูปนั้นว่ากันว่าใช้นามปากกาว่า "เลิศ ลานนา" ซึ่งก็ว่าเป็นนามปากกาของนักเขียนสารคดีคนสำคัญของเชียงใหม่ชื่อ บุญเลิศ พิงค์พราวดี (บ้างก็ว่าภิกษุที่แต่งกลอนนั้นเป็นพระอยู่ที่วัดดอยสุเทพ) และว่าต่อมา "สนิท ส." (สนิท สิริวิสูตร) ผู้เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดที่เชียงใหม่ก็ได้นำบทกลอนดังกล่าวนั้นมาปรับปรุงขึ้นอีก แล้วแต่งเป็นเพลงชื่อ "วังบัวบาน" โดยมี อรุณ หงสวีณ เป็นผู้แต่งทำนอง และ มัณฑนา โมรากุล เป็นผู้ขับร้อง อัดแผ่นเสียง โดย อุดม รุ่งเรืองศรี
น้ำตกห้วยแก้ว อยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่ เป็นน้ำตกเล็กๆ สูงประมาณ 10 เมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 6 กิโลเมตร มีน้ำไหลตลอดปี รอบๆ บริเวณสวยงามด้วยทิวทัศน์และร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด นอกจากนี้ยังมีที่พักผ่อนนำอาหารไปนั่งรับประทานกันที่ผาเงิบและวังบัวบานอันเป็นสุสานแห่งความรักของสาวบัวบานผู้ถือรักเป็นสรณะ
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ ก่อนถึงน้ำตกห้วยแก้ว ครูบาศรีวิชัยเป็นนักบุญแห่งล้านนาไทยผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเชียงใหม่และประชาชนโดยทั่วไป ผู้ที่จะขึ้นไปดอยสุเทพมักจะแวะนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ โดยเริ่มลงมือ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 และแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2478 รวมระยะทาง 10 กิโลเมตร ครูบาศรีวิชัย เดิมชื่อ เฟือน หรือ อินท์เฟือนบ้างก็ว่า อ้ายฟ้าร้อง เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้นปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์เมืองของพระอินทร์ ครูบาศรีวิชัยเกิดวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2421 ที่หมู่บ้าน บ้านปาง ต.แม่ตื่น อ.ลี้ จ.ลำพูน ในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กอยู่นั้น บ้านปางทุรกันดารมากและมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง บ้านปางไม่มีวัดประจำหมู่บ้านจนกระทั่งครูบาขัติยะ เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงนิมนต์ครูบาขัติยะให้อยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฎิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา ซึ่งในช่วงนั้นเองทีครูบาศรีวิชัยหรือเด็กชายอินท์เฟือน ในสมัยนั้นได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูบาขัติยะ และเมื่ออายุได้ 18 ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ เมื่อสามเณรอินท์เฟือนมีอายุย่าง 21 ปี ก็ได้อุปสมบท ณ วัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูนและได้รับฉายานามว่า สิริวิชโยภิกขุ มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2444 ครูบาขัติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป บ้างก็ว่าท่านมรณภาพ ครูบาศรีวิชัยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง นอกจากการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพแล้ว ครูบาศรีวิชัยยังได้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน เป็นที่พึ่งทางใจและดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ตลอดจนสาธารณะประโยชน์ตามคำอาราธนาอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของ ชีวิต ว่ากันว่างานบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของท่านมีมากถึง 200 แห่งเลยทีเดียว และผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านคืองานสร้างสะพานศรีวิชัยอนุสรณ์ ที่ทอดข้ามแม่น้ำปิงเพื่อเชื่อมระหว่าง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ กับ อ.เมือง จ.ลำพูน แม้ท่านจะไม่ต้องทำงานประเภทใช้แรงงาน แต่การที่ต้องนั่งคอยต้อนรับและให้พรแก่ผู้มาทำบุญนั้น ทำให้ท่านอาพาธด้วยโรคริดสีดวงทวารซึ่งสะสมมาแต่ครั้งตระเวนก่อสร้างบูรณะวัดในเขตล้านนา เดือนมีนาคม พ.ศ. 2481 งานก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงยังไม่ทันเสร็จ ท่านก็มีอาการกำเริบหนักขึ้นและมรณภาพในที่สุด ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ชื่อที่ลูกหลานชาวเชียงใหม่รู้จักกันเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านไปเกือบร้อยปีแล้วก็ตาม ความเลื่อมใสศรัทธาไม่เคยลดลง ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ศรัทธายิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกที...ทุกที ดูได้จากการที่มีผู้คนมาสักการบูชาอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยอย่างไม่เคยขาดสาย นับว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจชาวล้านนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ตลอดชั่วชีวิตของครูบาศรีวิชัย ท่านสร้างความดีและสร้างสาธารณประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย วีรกรรมของท่านยังเป็นที่จดจำอย่างไม่ลืมเลือน และยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชาวล้านนาได้ยึดถือปฏิบัติกันสืบมา คุณงามความดีของท่านประเสริฐเลิศล้ำสมกับที่ใคร ๆ ต่างเรียกท่านว่านักบุญแห่งล้านนาไทยเป็นอย่างยิ่ง ...
ร้านอาหาร คุ้มเวียงยอง ให้บริการอาหารเหนือ เช่นลาบหมูคั่ว, แกงฮังเล, แกโฮะ, ไก่เมืองนึ่ง, แกงผักหวานป่า, ข้าวเหนียวกล้องฯ นอกจากนี้คุ้มเวียงยอง ยังแบ่งส่วนหนึ่งของร้านตกแต่งให้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม จัดจำลองเป็นห้องครัวเก่าแก่แบบโบราณ ชวนให้มาศึกษาถึงการปรุงอาหารในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี อีกด้วย ที่อยู่ 99/9 หมู่5 อาคาร โครงการบ้านสวนนันทขว้าง ถนนคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น
วัดสังเวช วัดสังเวช เป็นวัดโบราณ อายุกว่า ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกองบิน ๔๑ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๐๓๕ โดยพระเจ้ายอดเชียงราย (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๒๐๓๐-๒๐๓๘) ทรงมีพระบัญชาให้พระนางอตปาเทวี อัครมเหสี เป็นประธานฝ่ายอาณาจักร และพระมหาสมีญาณโพธิ วัดป่าแดง พระมหาเถรสุรศรี วัดเจ็ดยอด เป็นประธานฝ่ายศาสนจักรร่วมกันก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ และพระราชทานนามว่า ?วัดสังเวช? เนื่องจากว่าพระองค์ทรงสลดพระทัย และระลึกถึงกรรมที่พระองค์ทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้ที่ยุแหย่พระมหาศรีสุ ธรรมติโลกราช (พระเจ้าติโลกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๐) ให้สำเร็จโทษท้าวศรีบุญเรือง (พระราชโอรสของพระมหาศรีสุธรรมติโลกราช) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ว่าเตรียมการจะก่อกบฏช่วงชิงพระราชอำนาจ วัดสังเวชเป็นวัดร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่กองบิน ๔๑ ได้ค้นพบในปี พ.ศ.๒๕๒๒ โดย นาวาอากาศเอก เอนก สุวรรณบุปผา (เสนาธิการ กองบิน ๔๑ ในขณะนั้น) อันเนื่องมาจากคำบอกเล่าของพระครูพิพัฒคณาพิบาล (พระอาจารย์ทอง สิริมังคโล) เจ้าอาวาสวัดตโปทาราม (ร่ำเปิง) สภาพของวัดในขณะนั้นเป็นวัดร้างซ่อนอยู่ในพงป่า องค์เจดีย์ประธานมีสภาพหักพังปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อย มีมูลดินและแนวอิฐก่อที่แสดงให้เห็นฐานของกำแพงหน้าวัด รวมทั้งฐานองค์เจดีย์บริวารบริเวณมุมทั้ง ๔ ด้านของวัด ภายหลังการค้นพบวัดสังเวชได้มีการจัดสร้างสถูปเจดีย์ครอบองค์เจดีย์ประธานเด ิมและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุจำนวนมาก และในเวลาต่อมายังได้มีการจัดสร้างหอพระ รวมทั้งถนนหินคลุกราดแอสฟัลท์รอบสถูปเจดีย์สำหรับใช้ในการเดินเวียนเทียนในว ันสำคัญทางศาสนา และใช้เป็นพุทธศาสนาสถานประจำกองบิน ๔๑ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๒ จนกระทั่งปัจจุบัน ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ ๖๐ ปี กองบิน ๔๑ ได้มีการจัดสร้างกำแพงแก้วด้านหน้าของวัด จำนวน ๑ ด้าน ความยาวประมาณ ๗๑ เมตร ซ่อมแซมหอพระ ถนนสำหรับใช้ในการเดินเวียนเทียน และสถูปเจดีย์ในส่วนที่มีการชำรุดเสียหาย สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน) โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ รวมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ ที่บรรจุไว้ในสถูปเจดีย์มาทำความสะอาด ก่อนที่จะบรรจุกลับคืน พร้อมทั้งทำการบรรจุบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคมพ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งในวันดังกล่าวได้มีการสวดเจริญพระพุทธมนต์โดยพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘๒ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล ฯ ด้วย นอกจากนั้นเนื่องจากใกล้ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กองบิน ๔๑ ได้จัดทำโครงการบูรณะวัดสังเวช เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา โดยจะจัดสร้างกำแพงแก้วให้ครบทั้ง ๔ ด้าน , ปรับปรุงถนนสำหรับการเดินเวียนเทียน, สร้างห้องสุขา และศาลาปฏิบัติธรรมความจุ ๑๕๐ คน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน) จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ รวมทั้งเนื่องจากวัดสังเวชเป็นโบราณสถานที่มีค่ายิ่งสมควรมีการอนุรักษ์ไว้ใ ห้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ศึกษา กองบิน ๔๑ จึงได้ประสานกับสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ ในการตรวจสอบซากโบราณสถานวัดสังเวชเพื่อการขุดค้น ขุดแต่งสภาพโบราณสถานที่เหลืออยู่ พร้อมกับการบูรณะให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง และเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ นายเขมชาติ เทพไชย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากร ได้อนุมัติให้สำนักศิลปากรที่ ๘ เข้าดำเนินการได้ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ น.อ.สิทธิพร เกสจินดา ผู้รวบรวมเรียบเรียง มิ.ย.๕๑
"โครงการบ้านข้างวัด" ซึ่งคุณบิ๊ก เป็นผู้คิดค้นและออกแบบโครงการนี้ สร้างมาตั้งแต่ปี 2554 เปิดเมื่อต้นปี 2557 ที่นี้จะจำลองเหมือนชุมชนเล็กๆ ที่สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ เพื่อจะให้มีวิถีชีวิตย้อนยุคเหมือนสังคมสมัยเก่า บ้านแต่ละหลังจะมีรูปแบบของตัวบ้านแตกต่างกันไป อีกทั้งยังมีบ้านหลายหลังที่เปิดขายของแฮนด์เมดไม่ว่าจะเป็นเซรามิกของตกแต่งบ้านน่ารักๆ มีร้านกาแฟ และห้องสมุดฯลฯ
Facebook และ YouTube